ข้อแตกต่าง ระหว่าง 0-10V กับ 1-10V และ ทำไมเราถึงอยากรู้กันน้า?

Difference between 0-10V and 1-10v

เรื่องเทคนิค การหรี่แสง ของระบบ Lighting control มีหลากหลายครับ
หนึ่งในข้อถกเถียงคือ ข้อแตกต่างของ สองระบบนี้คือ 0-10V กับ 1-10V  และ มันมีผลกับการใช้งานหรือผู้ออกแบบ อย่างไร

ออกตัวก่อนนะครับ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรืออาจารย์จากไหน  และ แต่ละผู้ผลิต และคนขาย บางท่าน ให้ข้อมูลต่างกัน    บางท่านมีข้อมูล  บางท่านมีความเชื่อ ทำให้สิ่งที่ผมเขียนนี้ อาจจะผิดและไม่ตรงกับความเข้าใจของหลายท่าน  ผมเชื่อว่า ทุกท่านมีความรู้และประสบการณ์มากมาย สามารถแชร์ข้อมูลได้นะครับ

 

การหรี่แสงในหมวดนี้ อยู่ในหัวข้อ Analog Dimming นะครับ   ซึ่งแตกต่างกับ Digital Signal  นะครับ  เรื่อง Digital นี้จะมาเล่าตอนหน้าครับ

ทำไมเราถึงอยากรู้กันนัก

การ Dim แบบ 0-10V หรือ 1-10V เป็นเทคนิคการหรี่แสง ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากในบ้านเรา โดยจะแยกออกมาจากการดิมแบบมือหมุน หรือ Triac หรือ พวก Leading /Tailing Edge ถือว่าเป็นการพัฒนาของระบบมาอีกขึ้นหนึ่ง    ระบบนี้มีมานานแล้ว และ ก็ยังมีใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ครับ

การเอาไปใช้ มีทั้งงาน ภายใน พวก downlight, strip light หรือ งานโรงงานเช่น ไฟ Highbay หรือแม้กระทั่ง outdoor เช่น Flood light ,ไฟถนนต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อการใช้งานมีปัญหา ไม่ได้ตามที่ต้องการ เรามักจะสงสัยว่า มัน 0-10V หรือ 1-10V นะ
แล้วมันมีผล กับการทำงาน หรือการออกแบบ หรือ การเลือกของเรามั้ย

ผมเลยถือวิสาสะ หาข้อมูลบางส่วน มาเล่าให้ฟัง

คราวนี้ มาพูดกันเรื่องข้อเหมือน และ ข้อแตกต่าง ครับ

0-­10V and 1-­10V are analogue protocols used for dimming
general lighting. Both systems use voltage levels to
‘communicate’ with the driver.

สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองแบบ ส่งสัญญาณ ไปที่ driver ของโคมไฟ เพื่อแจ้งว่า จะให้เปิดหรือหรี่ หรี่ที่กี่%   ดังนั้น ต้องมีสายไฟอีกสองเส้น เพื่อส่งสัญญาณนี้ จาก controller ไปที่ driver ของโคมไฟ   โดยทั่วไปใช้สาย THW 1.5 สองเส้น  ต่างจากนี้ แล้วแต่ผู้ผลิตกำหนดแล้วกันนะครับ

responds curve ภาพจาก www.eldoled.com

เวปไซต์ Driver เจ้านี้ให้กราฟนี้ไว้ ครับ ความหมายภาพนี้คือ เมื่อ controller จ่ายสัญญาณ 10V สูงสุด เพื่อให้โคมไฟเปิดไฟที่ 100%  และ ต่ำสุดคือ 0.5V  หรือคือปิดไฟ   ในช่วงนี้ ช่วง 10V-9.1V แสงจะไม่เปลี่ยนแปลง    แสงที่เริ่มหรี่ลงจะเริ่มลดลง ช่วง 9.1V ไปตาม curve จนถึง 1.5V  และจะไม่เปลี่ยนจะลดลงถึง 0.5V และหลังจากนั้น จะไฟจะดับ      ในทั้งแบบ 0-10V และ 1-10V  นั่นหมายถึง ผู้ผลิตเจ้านี้บอกเราว่า  สองอันนี้  ไม่ต่างนะครับ!

philips 1-10v.JPG

ภาพจาก lighting.philips.com

ภาพนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างของกราฟของกระแส ที่ออกจาก Driver ของ Philips Xitanium ที่ผมเอามาคือ Driver รุ่น 75W   โดยกราฟนี้ การหรี่กระแส หรือดิม จะเป็น เส้นตรงมากกว่าแบบแรก  ผมดูเอกสารฟิลลิบทุกตัว ทั้ง Driver / Controller/ Dimmer  ทาง Philips แจ้งอย่างชัดเจนว่า ของเรา ทำตามมาตรฐาน 1-10V เท่านั้นนะครับ!

0-10v performance.JPG

ภาพจาก U.S. Department of Energy

อันนี้หนักเลยครับ   U.S. Department of Energy ลองเอา Control ของหลายๆผู้ผลิตมาทดสอบ ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกัน ดังนั้น Characteristic ของแต่ละ Dimmer/Driver แต่ละยี่ห้อ ย่อมส่งผล กับ ผลลัพธ์ของการdim แน่นอนครับ      แล้วเราๆท่านๆจะทราบได้อย่างไรครับ
ตอบสั้นๆ  ต้องเอามาเทสก่อนใช้ครับ   🙂

แต่จากการทำงาน ผมเจอทั้งแบบดิมลงแล้วดับ และ ดิมลงแล้วค้างที่แสงประมาณ10%   ถึงแม้เราจะหรี่สัญญาณจนสุด นั่นเพราะเหตุผลด้านล่าง คือส่วนที่แตกต่างกันครับ  มาต่อเลยครับ

เรื่องมาตรฐาน

ในสองตัวนี้ แน่นอน ต้องมีมาตรฐานรองรับ การออกแบบอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์อยู่แล้วนะครับ

• 0-­10V – ANSI E1.3, Entertainment Technology -­ Lighting Control Systems -­ 0 to 10 V Analog Control Specification.
• 1-­10V – IEC60929 (Annex E).  หรือ US department of Energy เรียกอีกอย่างว่า  0-10 VDC Sinking Control Dimming Protocol

ข้อมูลนี้แตกต่างกันตามแต่การเล่าเรื่องของแต่ละที่มา ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จึงบอกไม่ได้ชัดเจนว่า มันใช่ไม่ใช่   แต่เอามาตรฐานมาให้ข้อมูลไว้ สำหรับ ท่านที่จะไปค้นคว้าต่อนะครับ

แต่คร่าวๆจากมาตรฐานด้านบน พอจะเห็นภาพว่า วงการแสงสว่าง สำหรับ General lighting กับ Entertainment Lighitng ดูจะใช้มาตรฐานต่างกันนะครับ

 

สิ่งที่ต่างกัน

มาถึงข้อถกเถึยงของพวกเราครับ  ว่ามันต่างกันอย่างไร

ที่พบบ่อยและได้ข้อมูลค่อยข้างชัดเจน คือเรื่องทิศทางของกระแส ระหว่าง dimmer และ driver

0-­10V เป็นระบบ current source system, นั่นหมายถึง Dimmer หรือ Controller จ่ายไฟเลี้ยง สำหรับสัญญาณ 0-10V  ซึ่งนั้นหมายถึง ตัว Controller ต้องการไฟ Mains มาเลี้ยงตัวเอง
แน่นอนว่า Driver ต้องกินไฟจาก Mains อยู่แล้วนะครับ

การที่ Dimmer จ่ายไฟเลี้ยงออกมานี้ บางคนเรียกว่า ACTIVE Dimmer

0-10v dim

ตัวอย่างการไหล ของกระแส ในแบบ 0-10V

คราวนี้มาดู 1-10V กัน

1-­10V เป็นระบบ current sink system.  นั่นหมายถึงในบางกรณี ตัว Dimmer ไม่ต้องการไฟเลี้ยง แต่สามารถกินไฟจากแต่ละ Driver ได้

Dimmer ที่ไม่ได้จ่ายไฟเลี้ยงออกมา อาจเรียกได้ว่า PASSIVE Dimmer

1-10v dim

ตัวอย่างการไหล ของกระแส ในแบบ 1-10V

แต่อย่างไรก็ตาม dimmer หลายยี่ห้อที่เป็นแบบ ACTIVE ก็สามารถทำงานกับทั้ง Driver 0-10V หรือ 1-10V ครับ

DDBC1200 PIC

ตัวอย่างอุปกรณบางยี่ห้อที่สามารถจ่ายทั้ง Sink และ Source

มาดูข้อมูลด้านอื่นบ้างครับ………

นอกจากข้อมูลด้านบนที่บอกแล้ว      มีอีกทางหนึ่งที่เน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญและ ข้อแตกต่างของสองอันนี้คือ  0-10V กับ 1-10V ต่างกันที่จุดตัดของการทำงาน     ผมได้ส่วนนี้มาจาก Meanwell

meanwell dim

ภาพจาก http://www.meanwell.eu/ExclusivePDF/DIMMING-NOTE.pdf

Meanwell แจ้งชัดเจนว่า ข้อแตกต่างมีแค่ จุดตัดของการหยุดทำงานคือ 10% หรือ 5.7%  ตามลำดับ
โดยที่ไม่ได้พูดถึง Current ใดๆ   แต่อย่างไรก็ตาม Driver ส่วนใหญ่ของ Meanwell แจ้งไว้ว่าใช้ระบบ 0-10V ครับ

 

มีอีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือ  จำนวน Driver ต่อหนึ่ง circuit ของ dimmer  แต่ละยี่ห้อ จะไม่เท่ากัน
อันนี้เป็นประเด็นเรื่อง budget การที่ dimmer รับจำนวน Driver ได้มากกว่า ย่อมส่งผลต่อราคาที่ลดลงของระบบโดยรวม   ส่วนนี้ คนซื้อต้องถาม คนออกแบบ ต้องระวังเรื่องการแบ่ง circuit ครับ

 

อ่านมาตั้งนาน สรุปข้อดีข้อเสียเทียบกันของสองอันนี้ได้ไหม?

ขอตอบแบบส่วนตัวผมนะครับ  ย้ำว่าส่วนตัว ผมตอบว่า สรุปชัดๆไม่ได้ครับ      ไม่ได้กวนใครนะครับ
สองอันนี้ จริงๆก็คล้ายๆกัน  ในทางปฎิบัติ  บางที ผู้ผลิต driver ไม่ได้มีให้เลือก     เช่นฟิลลิบ มี1-10V เท่านั้น เพราะเป็นระบบที่ดีกว่า ในความเห็นเค้า       ดังนั้น   ผู้ใช้ หรือ ผู้ออกแบบ ต้องใช้จากสิ่งที่มี offer
การเลือกเทคนิคการดิม จึงมักไม่ใช่ เลือกระหว่าง 0-10v กับ 1-10v   แต่เป็นการเลือกระหว่าง Phase dim  / 1-10V / Dali  / DMX    ครับ      ไม่ใช่ระหว่างสองอันนี้แน่นอน

ผมเลยขอเล่า ข้อดีข้อเสีย ของทั้งสองอัน เมื่อเทียบกับแบบอื่นดีกว่าครับ

ข้อดีของ 0-10V/1-10V  เมื่อเทียบกับ การdim แบบอื่นๆ

  • ง่ายครับ  อธิบายง่าย  ช่างเข้าใจง่าย  ใช้กันมานานแล้ว
  • มี Dimmer แบบ Stand Alone ไม่ต้องใช้ ระบบ Lighting control เสมอไป
  • ต้นทุนมักจะถูกกว่า ทั้ง Controller และ Driver เมื่อเทียบกับ DALI/DMX
  • ส่วนใหญ่ (ย้ำว่าส่วนใหญ่)   การ dim จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการกระพริบ การ flicker หรือ อื่นๆ  ใช้แล้วสบายใจ

ข้อเสียของ 0-10V/1-10V

  • เดินสายไฟเพิ่มครับ    มีค่าสายไฟเพิ่ม     ค่าช่างเพิ่ม  ถ้างาน renovate แล้วจะเปลี่ยนโคมไปใช้ 0-10/1-10V อันนี้ลำบากนิดนึง
  • เลือก address, โปรแกรม หรือควบคุมเป็น address ไม่ได้    ไม่เหมือน DALI/ DMX
  • การจัด Group (หรือ ดับ)  คือการเดินสายไฟเพิ่มสองเส้นทุกครั้ง  ถ้าจะแก้หรือเปลี่ยนกรุ้ป คือแก้สายไฟเท่านั้นครับ
  • สายต้องมีขั้ว   ต้องใส่ให้ถูกขั้ว (DALI ไม่ต้อง)
  • Dimming curve ตามแต่ละผู้ผลิต   ไม่เหมือนกัน  (linear, logarithmic, square, soft-­linear).
  • สายที่ดึงไปยาวๆ จะมีการเกิด voltage drop ช่วงท้ายๆ
  • รับ Noise จากรอบข้างได้ง่าย เกิดการกวนสัญญาณง่าย

วันนี้ขอเท่านี้ก่อนครับ    เล่ายาวแล้วงงเอง    ขอบคุณครับ

 

 

 

ถ้าใครสนใจเรื่อง Occupancy Sensor VS Motion Sensor VS Vacancy Sensor Part 1 ตาม link นี้เลยครับ

https://mte661.wordpress.com/2017/11/13/occupancy-sensor-vs-motion-sensor-vs-vacancy-sensor-part-1/

 

อ้างอิง

Advertisements

Occupancy Sensor VS Motion Sensor VS Vacancy Sensor Part 2

เคยสงสัยไหมครับว่า Sensor ที่ motion sensor และ occupancy sensor นั้น มันทำงานอย่างไร บางอันดี บางอันไม่ดี เพราะอะไร   แล้วสุดท้ายแล้ว     เราจะเลือกแบบไหนกันแน่

 

pirแบบง่ายที่สุด ที่ใช้กันในตลาดทั่วๆไปคือ Passive Infrared หรือ PIR  ซึ่งก็คือตรวจจับ ช่วงความยาวคลื่น infrared

ที่บางท่านเรียกว่า ตรวจจับความร้อน ซึ่งอันนี้ ไม่ตรงซะทีเดียวนะครับ

หลักการคือ วัตถุที่มีอุณหภูมิ มากกว่า absolute zero นั้น จะมีการแผ่รังสีในย่าน infrared ออกมา ซึ่งไม่สามารถ มองเห็นด้วยตาเปล่าได้

Passive Infrared Sensor คือ Sensor จะไม่มีการปล่อยคลื่นใดๆหรือพลังงานใดๆออกมา แต่จะทำการ  เฝ้ารอและ “ตรวจจับ  Infrared” หรือ “การเปลี่ยนแปลง”  ของ Infrared radiation ภายในพื้นที่นั้นๆอย่างเดียว

  • Sensor บางตัว ทำงานคล้ายสวิตซ์ คือ เมื่อตรวจจับ ก็จะ กดสวิตซ์ เปิดไฟ หรือ สั่งทำงาน  จับปั๊ป-เปิดปุ้ป
    ในทางเทคนิค เราเรียกว่า dry contact  คือเปลี่ยนสถานะหน้าสัมผัสของวงจรไฟฟ้า จาก เปิดไปปิด หรือ กลับกัน   [ NC-NO ]
  • Sensor บางตัว ทำงานแบบมี Logic (หรือ A.I.) ในตัว การตรวจจับ จะละเอียด และ ซับซ้อน มีการตรวจับและเทียบการเปลี่ยนแปลงกับช่วงเวลาก่อนหน้า ว่า “Significant”  หรือ เพื่อให้ชัดเจนว่า ใช่คนไหม?  เพื่อป้องกัน สิ่งที่เรียกว่า False Alarm คือ แจ้งผิด

ความผิดพลาดใน PIR sensor แบบที่ไม่มี Logic หรือ A.I. คือ เมื่อจับได้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงนิดเดียว แต่ไม่ใช่คนเข้ามาในพื้นที่ Sensor กลับทำงาน   เช่น จับความร้อนจากด้านนอกห้อง  จับความร้อนจากเครื่องพิมพ์ Laser, พัดลม, Heater  หรือ อื่นๆที่ไม่ใช่ มนุษย์   [เรื่องเหนือธรรมชาติ ผมไม่ทราบนะครับ 🙂 ]

ความผิดพลาดนี้ ขึ้นอยู่กับ user ว่า รับได้ขนาดไหน  ถ้าไม่มีคนแล้วไฟเปิดๆปิดๆ แล้วรับได้ไหม
หรือ ถ้าระบบไปสั่งงานระบบอื่นด้วย เช่นงาน Automation ต้องสั่งงาน Lighting, Appliances, Air-con, PA, AV, etc..  ความผิดพลาดแบบนี้ อาจจะถือว่า รับไม่ได้  ถ้าความผิดพลาดสูงจนรับไม่ได้ ส่วนใหญ่ มักจะเลิกใช้ หรือ disable ไปเลย ซึ่งเสียของ

การแก้ไข ขึ้นอยู่กับฝีมือ หรือ ความใส่ใจ ของคนทำระบบ ว่า เลือกสินค้าถูกต้องกับงานไหม?  ปรับจูน setup เป็นไหม  ติดตั้งถูกต้องไหม  และที่สำคัญบางครั้ง หน้างาน เราไม่เหมือนที่ออกแบบแก้ไขอย่างไร การบริการมีไหม  บางครั้งต้องปรับกันหลายครั้งกว่าจะลงตัว

คราวหน้า จะมาต่อที่ อีกอันนึงคือ Ultrasonic Sensor นะครับ

 


ถ้าอยากดู Product ที่ update ที่สุด ใน application ที่แตกต่างกัน ผมแนะนำสอง link นี้ครับ
sensor สำหรับงาน Home Automation และ Lighting Control
https://www.dynalite.org/lighting-controls/sensors
Sensor สำหรับงาน Security
https://www.boschsecurity.com/xc/en/products/intrusion-alarm-systems/

ถ้าอยากดู Part 1 นะครับ
https://mte661.wordpress.com/2017/11/13/occupancy-sensor-vs-motion-sensor-vs-vacancy-sensor-part-1/

อ้างอิง
absolute zero หรือ ศูนย์สัมบูรณ์ https://en.wikipedia.org/wiki/Absolute_zero
dry contact:                               https://en.wikipedia.org/wiki/Dry_contact
NC-NO                                         https://en.wikipedia.org/wiki/Electrical_contacts

 

Occupancy Sensor VS Motion Sensor VS Vacancy Sensor Part 1

เรื่องนี้เกิดจากการที่เราไปพบลูกค้าแล้ว มีปัญหาว่าคุยกันไปคนละทาง ผมเลยมาหาข้อสรุปส่วนตัว ว่าตกลง มันมีอะไรบ้าง ในหัวข้อ Sensor ที่ดูว่าง่าย แต่ก็ไม่ง่ายนี้เอง..

ความจริงแล้ว Sensor ต่างๆทุกวันนี้ มีเยอะมากจริงๆ  จนเล่าไม่หมด และ ความรุ้ของผู้เขียนก็จำกัด คงไม่สามารถเล่าได้ทุกเรื่อง  เอาเป็นว่า บอกเท่าทีรุ้  ถ้าผิดก็ขออภัยครับ

ที่ MTE (หรือที่พี่ๆเรียก เมนเตอร์)  ก่อนหน้าที่จะมาทำ Dynalite เต็มๆตัวอย่างทุกวันนี้ เราทำ ระบบสัญญาณกันขโมยของ BOSCH ซึ่งเป็นการตรวจจับการบุกรุก ทำให้เรามีโอกาสได้เล่นกับ Sensor ต่างๆมากมาย เช่น Sensor สำหรับติดประตู  Sensorตรวจจับการเคลื่อนไหว Sensorตรวจจับตามแนวริมรั้ว ตรวจจับควัน ความร้อน ตรวจจับGas และอื่นๆมากมาย  พวกนั้นส่วนใหญ่คือการตรวจจับเพื่อแจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัย

อยา่งไรก็ตาม Sensor เมื่อเอามาใช้งานในระบบ Lighting control หรือ Home Automation นั้น ต่างกับระบกันขโมย   ถึงแม้ เทคโนโลยี จะคล้ายๆกัน แต่ฟังก์ชัน นั้นต่างกันมากทีเดียว

เทคโนโลยี vs ฟังก์ชัน

เทคโนโลยี ที่หมายถึงคือ เทคนิค หรือ ระบบตรวจจับ ว่าอุปกรณ์ทำงานอย่างไร ตรวจจับอย่างไร  ส่วนฟังก์ชันนี้ คือเอาไปใช้งานอย่างไรนะครับ

เทคโนโลยี เช่น PIR- passive infrared,  Ultrasonic , Microwave, Vibration Sensor etc..  เทคโนโลยีต่างๆนี้ แตกต่างกันที่ ความละเอียดของการตรวจจับเป็นหลัก ว่าละเอียดมากน้อยขนาดไหน

ผมจึงขอเล่าเรื่องฟังก์ชันก่อนครับ   เพราะ Lighting Control นั้น การใช้งาน หลากหลาย และ ชื่อเรียกก็ต่างกัน  หลักๆที่ผมสรุปมา มีสามแบบ ที่ใช้กันในทุกๆโครงการ

  • Occupancy Sensor
  • Vacancy Sensor
  • Motion Sensor (movement sensor)

และอีกอันที่ ไม่ใช่ Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหว แต่มักจะมาด้วยกันคือ

  • Light Sensor หรือ Light Level Sensor / PE sensor / Ambient Light Sensor etc.. แล้วแต่จะเรียกชื่อไหน

 

Occupancy Sensor นั้นหมายถึง Sensor ตรวจว่า “มีคนใช้งาน/ทำงาน อยู่ในพื้นที่ นั้นๆ ใช่หรือไม่”  หรือง่ายๆคือ พื้นที่นั้นๆ “มีคนอยู่หรือไม่”   นะครับ     ระบบ จะเปิดไฟ อัตโนมัติ เมื่อตรวจจับว่า “มีคนอยู่” และ ปิดอัตโนมัิตเมื่อ “ไม่มีคนอยู่”             นั้นคือ เปิด-ปิด อัตโนมัติ      AUTO-ON / AUTO-OFF

Vacancy Sensor นั้นหมายถึง  Sensor ตรวจจับว่า “ว่างหรือยัง?”     นั่นหมายถึง  ผู้ใช้งาน ต้องทำการกดเปิดไฟด้วยตัวเอง    แต่พอผู้ใช้ออกจากพื้นที่ เมื่อระบบตรวจพบว่า พื้นที่ว่าง  จึงทำการปิดไฟ นั่นคือ Manual-ON /AUTO-OFF

Occupancy-vs-Vacancy-graphic1

รูปภาพจาก perfectsense.org 

Sensor ทั้งสองแบบที่บอกไป เน้นว่า ใช้กับตรวจจับ พื้นที่ว่า มีคนอยู่ หรือ ไม่มีคนอยู่เป็นหลักนะครับ ดังนั้น ตำแหน่งของการวาง Sensor คือจุดที่ เป็นพื้นที่การใช้งาน และ พื้นที่ทำงาน ที่ต้องการใช้แสงเป็นหลัก

Motion Sensor หรือ Movement Sensor หมายถึง Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหว  ลึกๆคือ ตรวจจับว่า พื้นที่นี้ ทางเดินนี้ หรือ ห้องนี้ มีการเคลื่อนไหว “เพิ่ม” หรือ “เข้ามาใหม่” ไหม   ดังนั้น ตำแหน่งการวาง Sensor มักจะเป็นจะทางเข้า หรือ ทางออกของพื้นที่ เป็นจุดที่ตรวจได้ง่าย และ เป็นพื้นที่แคบๆ ที่ต้องมีการเดินผ่านแน่นอน เช่น ทางเข้าประตูหลัก หรือ ทางด้านหน้าของ Corridor ต่างๆ

Motion Sensor ตัวนี้ คือตัวที่ใช้ในการเรียก Welcome scene ขึ้นมา หรือ แม้กระทั่ง ตรวจจับผู้บุกรุก หรือขโมย นั่นเอง

ข้อแตกต่างอีกข้อของ Occupancy Sensor กับ Motion Sensor จึงเป็นเรื่องของการใช้งาน ซึ่งในระบบ Lighting Control บางครั้ง เราเลือก function ผ่านการโปรแกรม ดังนั้นบางที อุปกรณ์เดียวกัน แต่ใช้งาน ต่าง function กันได้

ทุกยี่ห้อ ทั้ง dynalite, schneider , bosch,  etc.. มักมีให้เลือก ทั้่งแบบฝังฝ้า และ ติดผนัง บางยี่ห้ออาจเล็ก อาจใหญ่   ขึ้นอยู่กับ การออกแบบ พื้นที่การตรวจจับ และ Lens ที่มีรูปแบบต่างๆกัน เพื่อสร้างพื้นที่การตรวจจับที่ต่างกันครับ

dynalite sensor

รูปตัวอย่าง Sensor แบบต่างๆของ Dynalite 

การเลือกใช้ให้ถูก นำมาซึ่งการประหยัดพลังงานมากอย่างมีประสิทธิภาพ ในบางพื้นที่เช่นโกดังสินค้า อาจจะประหยัดพลังงานมากกว่า 80%  ขึ้นอยู่กับ ปริมาณการใช้งานพื้นที่ และ การออกแบบครับ

ในขณะที่การเลือกใช้ผิด หมายถึง ติดไปอาจจะไม่เกิดการประหยัดพลังงานมากเท่าที่ควร  พื้นที่แบบนี้ อาจจะใช้ Timer หรือ Light Level Sensor มาแทน เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน ดังจะกล่าวต่อไปใน Part2 ครับ

ตำแหน่งการติดตั้ง และ พื้นที่การตรวจจับ

ดังที่กล่าวไปแล้ว Sensor ต่างชนิดกัน และการเลือกเอามาใช้ พังก์ชันต่างกัน ส่งผลต่อตำแหน่ง การติดตั้ง ทั้งความสูง ระยะจากประตู  ระยะจากหน้าต่าง   ในกรณีส่วนใหญ่ เราดูจากรูปแบบของการตรวจจับของ Sensor เพื่อมาออกแบบการติดตั้งครับ

จากรูปด้านล่างรูปแรก จะเห็นชัดเจนว่า Sensor ตัวเดียวกัน ใช้ได้ทั้ง Occupancy และ Motion Sensor โดยต่างกันแค่ รูปแบบการ Setup Sensor เพื่อให้ตรวจจับต่างกันได้ครับ

ตัวอย่างจาก คู่มือการติดตั้ง Motion Sensor/Light Sensor ของ Dynalite DUS306CR Multifunction Sensor

PIR1PIR2

 

การต่อ Sensor เข้าระบบไฟฟ้า

Sensor ที่ว่ามาทุกแบบ การเอาไปใช้ จะมีสองแบบ

  • Stand Alone
  • Network

Stand Alone คือ ทำงานได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องมี Controller มาคุย ต่อเข้าในวงจรไฟฟ้า ก่อนถึงโคมไฟ ก็จะทำงานได้ทันที โดยมีทั้งแบบที่ทำตัวเป็นเหมือน สวิตซ์ เปิด/ปิด ไฟในวงจรนั้นๆ หรือ จ่ายสัญญาณ ออกมาเพื่อควบคุมโคมไฟ  เช่นจ่าย 0-10V หรือ Dali ออกไปเข้าโคมไฟ ได้เลย

อีกแบบคือ Network Sensor หรือที่ผมเรียกว่า “เข้าระบบ” ซึ่งคือ Sensor ที่ต่อพ่วงกับ Controller โดยจะส่งสัญญาณเฉพาะ(protocol) ที่สามารถคุยกับ Controller ต่างๆได้  ข้อดีคือ จะทำให้ สามารถ ทำฟังก์ชัน ยากๆได้ ผ่านการโปรแกรม หรือ เขียน Logic  ต่างๆ เข้าไปควบคุม  ทำให้ทำงานได้หลากหลาย และ เพิ่มการควบคุมในระบดับสูง  แต่ Sensor แบบนี้ มีแต่ Sensor ไม่มี Controller ทำอะไรไม่ได้เลย

dynate dus.JPG

รูปตัวอย่างการต่อ Sensor ในแบบ Network ของ Dynalite  Protocol คือ Dynet

 

Motion Sensor แบบ Build-in

ในส่วนโคมไฟ Highbay ของ Philips  เริ่มมี Motion Sensor Build-in มาในโคมหลายปีแล้ว ทั้งรุ่น BY550X และ BY698X ที่เปิดตัวในช่วงกลางปี 2017 ที่ผ่านมาครับ

by698x.png

รูป Philips Highbay : BY698X หรือ Green perform G3 Highbay ซึ่งมี lumen/watt สูงถึง 131lm/W 

นอกจากนี้ยังมีโคมไฟแบบอื่นๆ ที่ Philips build-in  sensor มาในตัว ที่เรียกชื่อว่า Actilume ครับ

 

วันนี้ขอรบกวน ให้ข้อมูลเท่านี้ก่อนครับ    พี่ๆที่ต้องการข้อมูลเพิ่ม รบกวนติดต่อ Mentor Electronics ได้ที่  info@mentorelectronics.org ครับ

พบกันใหม่ Part 2 ครับ

 

 

อ้างอิง
http://www.lighting.philips.com/main/prof/indoor-luminaires/high-bay-and-low-bay/high-bay/greenperform-highbay-g3/911401826397_EU/product

https://www.dynalite.org/lighting-controls/sensors/dus360cr-multifunction-sensor

http://www.lighting.philips.com/main/products/lighting-controls/dynalite

http://www.mentorelectronics.org

 

 

เมื่อผมซื้อของจากจีน

ที่เมนเตอร์ นอกจาก Philips lighting แล้ว เราทำ security ด้วย   แรกเริ่มเดิมทีเราทำ Bosch security มาก่อน Philips ซะอีก    มีทั้งกันขโมย กล้อง cctv  และอื่นๆ  ขายเข้างานบ้าน งานโปรเจค
เราชอบขายของมี brand ของคุณภาพดี ลูกค้าสบายใจ บริการหลังการขายก็ทำได้ดี
แต่สุดท้าย ต้องมาซื้อของจีน
#ทำไมต้องซื้อจากจีน
Bosch ที่เราขายมันมาจากเยอรมัน ราคามันสูงกว่าคนอื่น่ในตลาด แต่มันก็มีแนวทางการขายของมัน ผมจะเล่าเรื่องวิธีทำตลาดนี้ทีหลัง
แต่ปัญหาคือ เวลาเจอผู้รับเหมา ส่วนใหญ่ต้องใช้ของถูกมาก เพราะ budget จำกัด อันนี้ไม่มีทางเลือก เราต้องหาทางตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ เลยต้องนำเข้าจากจีน  ผมก็นำเข้ามาแต่กล้องcctv  อย่างอื่นไม่กล้าเสี่ยง แต่กล้องนี่ พี่จีนเค้าก้อพอทำได้ดีในระดับนึง อาจจะยังไม่ดีมาก แต่ราคาก้อถูกจนตกใจเช่นกัน
เรานำเข้ากล้องถูกๆมาขายหลายปีแล้ว วันนี้เจอเหตการณ์หลายอย่าง เลยอยากจะมาเล่า และ สรุปให้ฟังกัน
1) คนจีนอยากขายมาก  ทำอย่างไรก้อได้ให้เราซื้อ โกหก ก็ยอม
     ข้อนี้คงไม่แปลกใจใครหลายคน  แต่ที่ผมเจอมาคือ โกหกกระทั่งเรื่องที่รู้ทั้งรู้ว่าจะโดนจับได้เช่น spec ของสินค้า
     พอสินค้ามาถึงเราเช็ค อ้าว ไม่ใช่นี่นา  ถามกลับไป ก็จะบอกว่า ขออภัย ส่งผิด ให้ใช้ๆไปเถอะ เดี๋ยวรอบหน้าจะปรับspec หรือให้ส่วนลด หรือ คืนเงิน หรือ ให้ตัวอย่างเพิ่ม สารพัดจะแก้มา
      ความซวยก็คือ พอ order ต่อมา บอกจะลดจะแถม ถ้าโรงงานดีๆก็อาจให้ ถ้าโรงงานเล็กๆ ผมเคยเจอตอบง่ายๆว่า sales ที่ดูแลออกไปแล้ว ไม่รับผิดชอบต่อ
2) สินค้า ไม่เคยตรง 100%  หรือไม่เคยดี 100%
      เนื่องจากมันถูก  ซื้อ 10 เสีย 1,2 เราก้อยังกำไรบ้าง แต่บางที มันเน่าทั้งlot อันนี้ถ้าเจอถือว่าซวยจริง  จริงๆมันมีวิธีป้องกัน ไว้เล่าให้ฟังวันหลังนะครับ
3) ของถูกจริง แต่ไม่ทน
    มันไม่ทนจนบางทีเรางง คืองงว่า ทำยังงัยให้มันเสียเร็วขนาดนี้ แผงวงจรไม่น่าเสีย มันก้อเสียอย่างรวดเร็วได้ อันนี้บางคนอาจจะเถียงได้ว่า ก็ซื้อถูกนี่นา ของดีๆแต่ราคาแพงกว่านี้ก็มี ผมก็คิดว่ามันคงจะใช่ แต่ส่วนตัว มันไม่เจอจริงๆ ผมคิดว่า อาจจะไม่ใช่ของหรือวัสถุดิบ มันไม่ดี เกรดต่ำ บางทีอาจจะ process การทำงาน หรือ การQC
4)  คนจีน think big แต่ผมแปลเองว่า อยากรวยทางลัด
     ผมเจอมากับตัว  ผมซื้อของตัวอย่างมาทดสอบ  ก็เออ ว่าดีนะ ใช้ได้นะ ก็จะสั่งซื้อมา lot เล็กๆเพื่อลองใช้เอง และ ทดสอบระยะยาว  ในกรณีนี้ ผมมองว่า การจะทำการค้า เราต้องค่อยๆสร้างชื่อเสียง และ ความน่าเชื่อถือ  แต่โรงงานจีนไม่ทำ และอาจจะทำไม่ได้
order ต่อมา เค้าจะขอ big lot ทันที่ ถ้าคุณไม่มีให้ เค้าอาจจะไม่รับสายคุณอีกเลย
      ผมมองข้อนี้ว่า นิสัย วัฒธรรม และ วิธีทำการค้าต่างกัน   คนจีนอาจจะมองว่า เค้าให้ลองแล้ว น่าจะพอ  แต่เราอาจจะ เจอแย่ๆมาเยอะ โดนมาเยอะ ก็ต้องระวัง บวกกัน บ้านเรา คุณภาพคือหัวใจ ของต้อง 100%
แต่คนจีนที่ผมเจอ มองว่า ของทำงานได้ก็พอ ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ยังรับได้ ทำให้มุมมองด้านคุณภาพต่างกัน อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม คนอื่นเห็นต่างผมเข้าใจได้
5) ข้อสุดท้าย ฝากทิ้งท้ายไว้ให้น้องๆ คนจีนตอนนี้ภาษาอังกฤษ ดีมาก
    ผมซื้อแรกๆ ภาษามือคุยกัน และส่วนใหญ่สินค้าที่ผมซื้อจะต้องเข้าใจภาษาเทคนิค ที่พบคือ คนรู้เทคนิคพูดจีน แต่จะมีอีกคนพูดอังกฤษมาคอยแปล ทำงานกันเป็นคู่ทุกครั้ง  แต่หลังๆ  แซลจีนพูดภาษาอังกฤษคล่องมาก พัฒนาขึ้นมาจนตกใจ บางคนพูดได้มากกว่า 3ภาษา
เพื่อนผมบอกมาว่า จงกั๋วเหิ่นต้า  เมืองจีนใหญ่มาก คนมีหลายพันล้าน การศึกษา การทำงาน การใช้ชีวิต ต่างกันมาก สินค้าก็เช่นกัน ที่ผมพูดจากประสบการณ์ที่ผมเจอมา เลยมาเล่าสู่กันฟังครับ

the-great-wall-2190047_1920